เมื่อโลกแห่งจินตนาการถูกขับเคลื่อนด้วยศิลปะ หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่มีรากวัฒนธรรมยาวนานก็มักจะมีงานศิลปะที่บ่งบอกความเป็นชาติพันธ์ของตนเอง ประเทศไทยเราก็เช่นกัน ในอดีตงานศิลปกรรมไทยถูกสร้างสรรค์อยู่บนพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา เรื่องราวจากวรรณคดี หรือการสะท้อนวิถีชีวิต เป็นบทบันทึกผ่านงานจิตกรรม ประติมากรรม งานศิลปะของไทยค่อย ๆ คลี่คลายไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงสมัยอยุธยาที่ศิลปะตะวันตกได้เข้ามาสู่ประเทศไทยผ่านการติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตกหลายเชื้อชาติ

หลักฐานที่หลงเหลือให้เห็นและเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสันนิษฐานก็เห็นจะเป็นช่องหน้าต่างโค้งแหลมแบบศิลปะโกธิก (Gothic) ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และช่องหน้าต่างตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อิทธิพลของศิลปะตะวันตกเริ่มชัดเจน
ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 อิทธิพลของศิลปะตะวันตกในประเทศไทยเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม เรียกว่าแจ่มแจ้งขึ้นมาทีละนิด ในด้านของงานจิตรกรรมฝาผนังที่ก่อนหน้านี้จิตรกรไทยเคยสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบประเพณีนิยม เขียนสีแบน ๆ ไม่เน้นแสงและเงา แต่ใช้การตัดเส้นแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวนุ่มนวลแทน อย่างที่เราเห็นกันในงานจิตรกรรมฝาผนังในสมัยก่อน จนอยู่มาวันหนึ่ง ขรัวอินโข่ง จิตรกรคนสำคัญในรัชกาลที่ 4 ได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของงานจิตรกรรมให้เป็นไปในลักษณะเหมือนจริงมากขึ้น เขาวาดภาพให้มีแสงและเงา มีระยะตื้นลึก เรียกได้ว่าเป็นจิตกรที่มีความนำสมัยที่สุดในยุคนั้นก็ว่าได้

เสด็จประพาสยุโรป
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ศิลปะตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยชนิดที่ว่าหลั่งไหล พระองค์ทรงว่าจ้างสถาปนิก จิตรกร ประติมากรชาวยุโรปหลายคนเข้ามาทำงานในประเทศ บรรดาช่างเหล่านี้ได้ฝากผลงานศิลปะแบบตะวันตกไว้มากมาย ทำให้เกิดศิลปะที่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะตะวันตกกับศิลปะไทย อย่างที่เราได้เห็นกันในงาน จิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกหรือเฟรสโก (Fresco) ที่ผนังพระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร ผลงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉายานายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ซึ่งพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงออกแบบและ นายคาร์โล ริโกลิ จิตรกรชาวอิตาเลียนเป็นผู้วาดและระบายสี สองแรงแข็งขันจนได้ออกมาเป็นผลงานสวยงามทั่วผนังพระอุโบสถ

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ การมาถึงของช่างปั้นอิตาเลียน
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของงานศิลปะและได้สานต่องานสำคัญนี้ ทรงกำหนดสาขางานศิลปวัฒนธรรมและก่อตั้งหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทรงเปิดโรงเรียนทางด้านนี้ขึ้นเป็นแห่งแรก คือ โรงเรียนเพาะช่าง เพื่อสอนด้านหัตถกรรม ทรงประกาศรับช่างอิตาเลียนเข้ามาเพื่อให้ทำการปั้นอนุสาวรีย์เชิดชูบูรพหากษัตริย์ไทย ในคราวนั้น ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป
ซึ่งผลการประกวดครั้งนี้เองทำให้ ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ได้รับเลือกให้เข้ามาช่วยราชการในตำแหน่งช่างปั้นกรมศิลปากรและ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรแห่งราชบัณฑิตยสภา จนภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น นายศิลป์ พีระศรี โอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลยศึกเพื่อไปสร้างทางรถไฟสายมรณะและสะพานข้ามแม่น้ำแคว เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484

จุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ร่วมกับพระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น และคุณพระสาโรชรัตนนิมมานก์ สถาปนิก จัดตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนศิลปากรและได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลาต่อมา ซึ่งในขณะนั้นได้เปิดสอนเพียง 2 สาขา คือ จิตรกรรมและประติมากรรม จนกระทั่งวันหนึ่งในปี พ.ศ. 2492 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เสนอแนะกรมศิลปากรให้จัด “งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยให้ประเทศมีความก้าวหน้า เกิดความเคลื่อนไหวในด้านศิลปะ และกระตุ้นให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจงานศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิลปินเข้าแข่งขันและร่วมแสดงเป็นประจำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Contemporary Thai Artists
หลังจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา วงการศิลปะเริ่มมีศิลปินไทยได้รับทุนไปดูงานและศึกษาต่อในต่างประเทศ อิทธิพลทางศิลปะที่ศิลปินได้พบเห็นจากยุโรปและนำกลับมา กลายเป็นแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะ ทำให้ศิลปินไทยเปิดกว้างขึ้น มีการนำเอาเทคนิค วิธีการต่าง ๆ มาใช้อย่างหลากหลาย ทำให้เกิดศิลปินร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ผลงานเป็น Contemporary Thai Arts จนหลายต่อหลายชิ้นงาน จากหลาย ๆ ศิลปิน ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินไทยไปทั่วโลก ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คำสอนของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ไม่ได้เกินจริงไปเลย เพราะถึงแม้ชีวิตของคนเราจะจบลง แต่การยืนยงคงอยู่ของศิลปกรรมจะยาวนานนับพันปี
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย
